ปัญหานึงที่ผมเจอเวลาสอนนักเรียน(โดยเฉพาะนร.ที่โตแล้ว) คือจะใจร้อนอยากเล่นเป็นเร็วๆอยากเก่งเร็วๆ แต่ถามว่าเรื่องเบสิคที่สอนไปทำได้ดีหรือยัง คำตอบคือยัง แล้วให้เหตุผลว่า"เดี๋ยวไปซ้อมเอง"

ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่ามันจะสร้างนิสัยการเล่นดนตรีที่ไม่ละเอียดให้เกิดขึ้นกับเรา ในระยะยาวเราจะเรียนเทคนิคขั้นยากๆไม่ได้เพราะเราจะทำลวกๆ รีบๆเรียนให้รู้แต่ไม่เคยฝึกให้คล่องจริงๆสักที สุดท้ายก็เป็นคนที่เล่นดนตรีได้แบบไม่มีรายละเอียด

ผมมองว่ายุคนี้ หลายๆอย่างทำให้คนเรามีสมาธิสั้นลงมากเพราะไลฟ์สไตล์ในยุคนี้ทำให้เราติดอะไรที่เร็วๆรวดเร็ว มือถือมีเน็ตอยากรู้อะไรก็รู้ได้เลยไม่ต้องเปิดหนังสือ การเดินทางสะดวกไปไหนมาไหนได้ง่ายขึ้น(ไม่นับตอนรถติดนะ) เหมือนโลกเราหมุนไวขึ้นทำให้เราติดนิสัยคิดเร็วทำเร็วต้องการเห็นผลเร็ว

เมื่อก่อนสมัยสักปี2548ตอนผมยังเรียนดนตรีจริงจังในมหาลัยฯ ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตไวเท่ายุคนี้(4Gยุค2560) มือถือก็ยังเล่นเน็ตได้ไม่ดีคลิปก็ไม่ค่อยมีให้ดู เวลาซ้อมดนตรีจึงเหมือนมีสมาธิได้มากเพราะสิ่งรบกวรมันยังไม่เยอะ จะมีก็แค่เพื่อนเดินมาก่อกวนที่ห้องซ้อมแค่นั้น55+

แต่มายุคนี้ผมเห็นนร.เอกดนตรีซ้อมในห้องซ้อมแล้วเหนื่อยแทน ซ้อมๆอยู่Lineเด้งเข้ามาก็หยุดแชท ใครแท็กอะไรในFacebookก็หยุดซ้อมมาตอบเม้นท์ มือถือนี่วางไว้บนสแตนโน้ตเลย 4Gยุคนี้จึงเหมือนตัวทำลายสมาธิของคนเรียนดนตรียุคนี้เลยถ้าไม่รู้จักควบคุมมัน

นอกจากนั้นบางคนเวลาเปิดเจอคลิปคนเก่งๆเล่นเราก็อยากเก่งให้ได้เหมือนเขาไวๆ ก็พยายามไปแกะลูกโซโล่ลูกเทคนิคของเขา พยายามอิมโพรไวซ์ให้เหมือนเขา แต่หารู้ไม่ว่าคนที่เขาเก่งระดับนั้นเขาผ่านอะไรมานานเท่าไหร่ ฝึกซ้อมมากี่ปี ซ้อมเทคนิคเดิมๆลูกเดิมซ้อมกี่ร้อยรอบ ขึ้นเวทีมากี่สิบเวที และอีกมากมายที่เขาผ่านมันมาในอดีตกว่าจะมาถึงจุดนี้ แต่เรากลับมองเห็นผลลัพย์ของการฝึกฝนของเขาแล้วอยากจะเก่งไวๆให้ได้เหมือนเขาใน1เดือน 1อาทิตย์หรือแย่หน่อยก็ใน1วัน !!

ดนตรีไม่มีทางลัดครับ อยากเก่งต้องซ้อมไปตามระดับความยากของตัวเองให้คล่องแล้วจึงไปขั้นที่ยากกว่า "อยากเก่งไวก็ต้องซ้อมให้มากขึ้น" มีความอดทนมีวินัยการซ้อมที่สม่ำเสมอ หน่วยเวลาไม่มีใครบอกได้ว่าจะต้องนานเท่าไหร่ ถึงจะเก่ง แต่ให้วัดจากความรู้สึกครับว่าเรื่องที่เรากำลังเรียนกำลังฝึกอยู่นี้เราทำมันคล่องแล้วจริงๆโดยไม่เข้าข้างตัวเอง ถ้าคล่องแล้วค่อยหาสเตปที่ยากขึ้นฝึกต่อไป และไม่ลืมที่จะกลับมาทบทวนเนื้อหาเก่าซ้ำๆ

"คนจะเรียนดนตรีได้ดี ต้องไม่ลืมทบทวนเรื่องเก่าๆที่เรียนไปแล้ว"

อีกเรื่องนึงที่สำคัญคือมีคนแนะนำหรือมีครูที่ดีคอยสอนเรา เพราะครูที่ดีคือคนที่จะทำให้เราไม่ซ้อมออกนอกลู่นอกทาง ครูที่สอนเก่งๆจะช่วยประหยัดเวลาในการเรียนรู้ให้เราได้เยอะมากๆ และการเรียนกับครูต้องไว้ใจในตัวครูที่สอนเรา เขาให้ฝึกอะไรเราก็ควรทำมันให้ดี การเสนอไอเดียว่าอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วให้ครูสอนให้ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ ต้องไม่ใจร้อนที่จะผ่านมันไปแบบลวกๆเพราะนอกจากเราจะไม่ได้อะไรแล้ว ยังทำให้ครูสอนต่อยอดให้เราได้ยาก

เรื่องสุดท้ายที่จะทำให้เราใจร้อนคือ การเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่น เช่นเพื่อนเริ่มเรียนมาด้วยกันแต่เล่นเป็นเพลงได้ก่อนเรา เล่นเทคนิคยากๆได้่ก่อนเรา อย่าไปเทียบกันแบบนั้น มองที่ตัวเราแล้วพัฒนาจากในตัวเราก็พอ

"วิธีเก่งกว่าเพื่อนก็คือ ซ้อมให้มากกว่าเพื่อน"

บางทีเราอาจจะมีจุดเด่นหรือทำเทคนิคที่ทำได้ดีกว่าคนอื่นก็ได้ หามันให้เจอ มัวแต่ไปแข่งในทางของคนอื่นมันก็จะออกนอกเส้นทางความเป็นตัวเองของเราไป (คราวนี้ก็มั่วเลย หาตัวเองไม่เจอ)

สรุปคือ เรียนดนตรีอย่าใจร้อน ค่อยๆไปช้าๆอย่างมั่นคง ซ้อมสม่ำเสมอให้คล่องมากพอเพื่อขยับไปขั้นที่ยากกว่า มีครูที่ดีแนะนำและไม่ต้องเอาฝีมือตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

"ถ้าไม่ได้เกิดเป็นไม้บรรทัด ก็อย่าเอาตัวเองไปวัดกับคนนั้นคนนี้"


ครูเบลล์ ^ ^