บทความนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์เส้นทางดนตรีของผมตั้งแต่เริ่มต้นเล่นดนตรีครั้งแรก ซึ่งบอกได้เลยว่าผมไม่ได้ชอบดนตรีขนาดที่อยากจะเล่น ผมแค่เล่นตามเพื่อนเฉยๆ(ปัจจุบันเพื่อนเลิกเล่นหมดละ55+)

ผมเริ่มเล่นดนตรีจริงจังครั้งแรกตอนม.1 คือเริ่มจากเล่นวงโยฯ(ผมว่าการเล่นวงโยคือการเรียนดนตรีฟรีที่คุ้มค่าและได้อะไรมากจริงๆ) เครื่องดนตรีแรกที่จับคือทรัมเป็ท ปีแรกที่เข้าวงฯบอกได้เลยว่าไม่ได้ออกงานเลย เป็นเด็กยกเครื่องยกน้ำให้รุ่นพี่ซะมากกว่า แต่ความรู้สึกตอนนั้นคือรุ่นพี่เท่มาก เวลาเป่าแล้วนิ่งดูสง่าดูเจ๋งบอกไม่ถูก ปีแรกผมหมดไปกับการฝึกเป่าเบสิคไล่โน้ต เป่าเป็นเพลงไม่ได้

ตัดฉากมาที่ม.2จะขึ้นม.3 พอฝึกมาจะครบ2ปีเราก็พอเป่าเพลงมาตราฐานของวงได้หมดแล้ว(ไม่ต้องยืนลิปซิ้งแล้ว55+) ทีนี้ช่วงใกล้ม.3นี่แหละสำคัญเพราะโดยปกติของเด็กวงโยนั้น ม.3กับม.6คือพวกตัวเทพๆที่เป็นตัวหลักของวงทั้งนั้น(หลายครั้งที่เด็กม.3จะไม่ต่อม.4รร.เดิม แต่ถ้าต่อที่เดิมวงนั้นจะมีตัวมหาเทพในอนาคตทันที) พอเราอยู่ม.2ก็แปลว่าปีหน้าจะเป็นหน้าที่เราที่จะยืนเป็นตัวหลักแทนม.3และม.6 ด้วยความจำเป็นนี้มันบังคับให้เราต้องเก่งพอจะเป็นตัวหลักแทนรุ่นพี่ที่จบออกไปให้ได้ นั่นคือครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าการเล่นดนตรีของเราอยู่ในระดับที่แข็งแรงพอจะเป็นตัวหลักในโรงเรียนได้

แต่กว่าจะได้รับความรู้สึกนั้นมา ตั้งแต่เข้าวงวันแรกผมต้องมารร.แต่เช้ามาซ้อมก่อนเข้าแถว แล้วตอนเข้าแถวก็ต้องออกไปเป่าเพลงชาติหน้าเสาธง(ปีแรกยืนเนียนเพราะเป่าไม่เป็น55+) กลับมาเก็บเครื่องเข้าเรียนคาบแรก กลางวันต้องรีบกินข้าวเที่ยงแล้วมาซ้อมที่วงให้ทัน ตอนเย็นหลังเลิกเรียนก็ต้องซ้อมต่อก่อนกลับบ้าน ทำแบบนี้ทุกวันที่ไปโรงเรียนยกเว้นช่วงมีสอบ ผมว่านี่คือหัวใจที่ทำให้ตอนหลังผมเล่นดนตรีได้ดีเพราะได้ซ้อมสม่ำเสมอทุกวันวันละ3เวลาตลอด2ปี อ่อ (ปิดเทอมหน้าร้อนก็ต้องมาซ้อมด้วยนะ ไม่ได้หยุดยาว

ถึงตอนนี้ถามว่าผมรักดนตรีไหม ผมก็ไม่ได้รู้สึกรักขนาดนั้นนะ แค่รู้สึกว่าเราทำได้และเราไปกับมันได้เรื่อยๆ มันเหมือนหน้าที่ที่เราทำเพื่อโรงเรียนซะมากกว่า ถามว่าเรื่องการเรียนหนังสือในตอนนั้นเป็นไง บอกได้เลยว่าพอเอาตัวรอดได้ 555+ เด็กวงโยมักถูกเขม่นจากฝ่ายวิชาการประจำว่าเป็นพวกไม่ตั้งใจเรียนและมีสิทธิพิเศษ(ที่อื่นเป็นไงไม่รู้นะ แต่ที่รร.ผมเป็นงี้เลย) แต่ผมไม่เคยคิดจะทิ้งดนตรีเลยต่อให้ใครจะว่าเรื่องการเรียนยังไง เพราะต่อให้เลิกเล่นวงโยฯผมว่าการเรียนของผมก็คงไม่ดีขึ้นมาหรอกว่ากันตรงๆ555+ สิ่งนึงที่ผมพบจากการได้เล่นดนตรีมา2-3ปีนอกจากเพื่อนแล้วก็คือความสุข ผมชอบความรู้สึกที่ผมเล่นเพลงใหม่ๆได้และรอว่าจะได้ขึ้นเพลงอะไรต่อ มันเหมือนความท้าทายมันไม่สิ้นสุด เลยชอบที่จะเล่นมันต่อไป

ข้ามมาตอนม.4ผมเรียนต่อรร.เดิม หลังจากที่ม.3เราเป็นตัวหลักไปแล้วทีนี้ก็เป็นต่อยาวๆจนจบม.6 การได้ซ้อมทุกวันตลอด6ปีเป็นอะไรที่ต้องบอกว่า ไม่อยากเก่งก็คงต้องเก่ง55+ อย่าเพิ่งหมั่นไส้นะ ให้ลองนึกถึงอะไรที่เราทำมันได้นานมากๆแบบนั้นดูสิ คือการทำอะไรที่สม่ำเสมอนานๆหลายๆปีสุดท้ายเราต้องชำนาญเรื่องนั้นอย่างแน่นอนต่อให้ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ (ฉนั้นถ้าเราตั้งใจด้วยมันจะดีขนาดไหน)

6ปีในมัธยมบวกกับ4ปีในมหาลัย รวมแล้วก็10ปีพอดี ถึงตอนนี้ก็รู้สึกแล้วว่ามันเป็นส่วนนึงของชีวิตและไม่คิดว่าจะมีทักษะไหนมาแซงดนตรีได้ เพราะต่อให้เริ่มฝึกทักษะใหม่ๆในชีวิตผมก็จะยังเล่นดนตรีต่อไปอยู่ดีเพราะมันสนุกดี ^ ^

ที่เล่าให้ฟังนี้เพราะอยากให้เห็นว่าคนธรรมดาๆอย่างผมที่ไม่ได้มีพรสวรรค์เรื่องดนตรีแต่เล่นมันสม่ำเสมอสุดท้ายก็เล่นได้แบบที่ตัวเองอยากเล่นในที่สุด แถมเล่นมาแบบธรรมดาๆไม่ถึงกับตั้งใจด้วยในช่วงแรก มาสปีดเอาตอนท้ายๆนี่แหละ หลายคนที่รู้ตัวว่าชอบมันตั้งแต่แรกผมว่าได้เปรียบตรงที่เริ่มมันด้วยความรัก รู้ตัวว่าเราชอบและมีเป้าหมาย สิ่งที่ต้องทำหลังจากเริ่มต้นแล้วคือความสม่ำเสมอของการฝึกซ้อม มีมีวินัยกับมันให้ตลอด ถ้ามีทั้งความรัก+วินัยฝึกฝน+ผ่านกาลเวลา สุดท้ายไม่ว่าจะเรื่องอะไรเราก็เก่งมันได้หมดครับ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ

ครูเบลล์ ^ ^